Mesh Wi-Fi กับ Powerline Adapter เลือกอะไรดี ถ้าอยากมี Wi-Fi ใช้งานได้ทุกที่ในบ้าน

                การใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เป็นสิ่งที่เห็นได้ทุกบ้าน แต่ทุกบ้านก็มีปัญหาคล้ายๆ กันคือสัญญาณ Wi-Fi จากเราเตอร์ส่งไปไม่ทั่วถึง หรือถ้าถึง บางทีสัญญาณก็อ่อนจนไม่เหมาะกับการใช้งานเลย แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาลักษณะนี้ก็แก้ไขได้ไม่ยาก นั่นคือการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Powerline Adapter หรือไม่ก็ปรับเปลี่ยน Wi-Fi ให้เป็นระบบ Mesh เลย

                ปัญหาสัญญาณ Wi-Fi ไม่ทั่วถึง จริงๆ สามารถแก้ไขโดยใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณหรือ Wi-Fi Range Extender ได้เหมือนกัน  และก็เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย อุปกรณ์ก็มีราคาไม่แพง แต่ความเร็วที่ได้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร หรือถ้าจะแก้ปัญหาด้วยการติดตั้ง Access Point เพิ่มจุดเชื่อมต่อใช้งาน วิธีนี้ก็ค่อนข้างยุ่งยากจากการที่จำเป็นต้องเดินสาย LAN จากเราเตอร์ไปยัง Access Point ใหม่และถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับ PoE (Power over Ethernet) หรือการจ่ายไฟด้วยสาย LAN ที่ใช้เชื่อมต่อ ก็อาจจะต้องเดินไฟเพิ่มปลั๊กให้กับอุปกรณ์อีก ดังนั้นการใช้ Powerline Adapter กับการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Mesh Wi-Fi ในบ้าน จึงเป็น 2 วิธีที่ได้รับความนิยมมาก นั่นก็เพราะ...

                1.ไม่ต้องเดินสาย LAN ให้ยุ่งยาก

                2. ตั้งค่าใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมาก                                                                          

                3. ความเร็วที่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และมีความแน่นอน

 

แก้ปัญหา Wi-Fi ด้วย Powerline Adapter

                Powerline Adapter เป็นอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่สื่อสาร หรือส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันโดยใช้ประโยชน์จาก “โครงข่ายของสายไฟ” ที่ใช้งานอยู่ในบ้าน เพียงแค่นำอะแดปเตอร์ตัวหลักที่มักเรียกว่า ตัวแม่ เสียบปลั๊กที่อยู่ในบริเวณจุดที่ติดตั้ง Wi-Fi เราเตอร์แล้วกับเราเตอร์ด้วยสาย LAN จากนั้นนำอะแดปเตอร์อีกตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า ตัวลูก ไปเสียบปลั๊กที่อยู่ในบริเวณที่สัญญาณ Wi-Fi จากเราเตอร์ส่งไปไม่ถึงเท่านั้น

                โดยปกติ Powerline Adapter จะวางจำหน่ายเป็นคู่ อย่างเช่น TP-Link TL-WPA7510 KIT ซึ่งประกอบไปด้วยอะแดปเตอร์ TL-PA7010 (ตัวแม่) กับ TL-WPA7510 (ตัวลูก) อย่างละ 1 ตัว โดยอะแดปเตอร์ TL-WPA7510 จะทำหน้าที่ปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อ หรือจะเชื่อมต่อด้วยสาย LAN ก็ทำได้ โดยใช้พอร์ต Ethernet ที่อะแดปเตอร์มีให้

                วิธีการติดตั้งใช้งานคือ ให้นำอะแดปเตอร์ทั้งสองมาจับคู่กันก่อน โดยเสียบเข้ากับปลั๊กไฟ (ใช้ปลั๊กรางเดียวกันก็ได้) แล้วกดปุ่ม Pair ที่อะแดปเตอร์ จนกระทั่งอะแดปเตอร์ทั้งสองพร้อมใช้งาน (ดูจากไฟสถานะ) จากนั้นนำอะแดปเตอร์แต่ละตัวไปเสียบเข้ากับปลั๊กไฟตามที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นจึงเป็นวิธีการขยายพื้นที่ใช้งาน Wi-Fi ที่ทำได้ง่ายและค่อนข้างสะดวก นอกจากนี้ถ้าต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้งานอีก ก็สามารถเพิ่มจำนวนอะแดปเตอร์ตัวลูกได้

                อย่างไรก็ตามเวลานี้ Powerline ก็เป็นเทคโนโลยีที่แทบจะไม่มีการปรับปรุงอะไรใหม่ๆ ให้เห็นแล้ว และอะแอปเตอร์ตัวลูกที่ทำหน้าที่ปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้อุปกรณ์เชื่อมต่อ ก็ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่มาตรฐาน 802.11ac เท่านั้น นอกจากนี้การใช้งานก็มีเงื่อนไขพอสมควร เริ่มตั้งแต่ต้องใช้กับระบบสายไฟที่มีคุณภาพ ซึ่งจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อใช้งานจริง และระยะของสายไฟระหว่างอะแดปเตอร์ก็ไม่ควรยาวเกิน 200 เมตร รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อข้ามเฟสหรือเบรกเกอร์ นอกจากนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรใช้งานกับปลั๊กพ่วงร่วมกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น

 

เปลี่ยน Wi-Fi เดิมๆ ให้เป็นระบบ Mesh

                Mesh Wi-Fi คือโครงข่าย Wi-Fi อัจฉริยะที่เราเตอร์แต่ละตัว (หรือเรียกว่า Node) สามารถกระจายสัญญาณ Wi-Fi ให้อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อใช้งานได้อย่างชาญฉลาด โดยแต่ละโหนดมีการติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันตลอดเวลา (เลือกได้ทั้งแบบไร้สายและเชื่อมต่อด้วยสาย LAN) เพื่อสร้างโครงข่ายที่เป็นหนึ่งเดียวพร้อมคุณสมบัติการ roaming ที่ทำให้ใช้งานได้โดยไม่มีการสะดุด ผ่านการเชื่อมต่อด้วย SSID เพียงชื่อเดียว และเวลาใช้งานไม่ว่าจะเปลี่ยนที่หรือย้ายไปอยู่ที่ใด อุปกรณ์ที่ใช้งานก็จะเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับโหนดที่อยู่ในระยะที่ให้สัญญาณ Wi-Fi ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ

                การสร้างโครงข่าย Mesh Wi-Fi ไว้ใช้งานที่บ้าน จะใช้เราเตอร์อย่างน้อย 2 ตัว โดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับเราเตอร์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ส่วนตัวอื่นๆ จะนำไปไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้าน ซึ่งสามารถเพิ่มเติมในภายหลังได้ แต่กรณีส่วนใหญ่จะต้องเป็นอุปกรณ์จากผู้ผลิตเดียวกันเท่านั้น และยิ่งมีจำนวนโหนดหรือใช้เราเตอร์มากเท่าใด โครงข่าย Mesh Wi-Fi ภายในบ้านก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น

 

สรุป 2 วิธียอดฮิตนี้ เลือกใช้อะไรดี

                ทั้งสองวิธีนี้ แม้จะช่วยทำให้ใช้งาน Wi-Fi ได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น แต่ Powerline และ Mesh Wi-Fi ก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนเลือกใช้วิธีใดจึงต้องดูที่วัตถุประสงค์และความพร้อมของแต่ละคน

                Powerline Adapter เป็นตัวเลือกที่ดีในการขยายพื้นที่ใช้งาน Wi-Fi เมื่อคุณต้องการความสะดวก และไม่อยากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะอย่างเช่น TP-Link TL-WPA7510 KIT นั้นสามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 2,990 บาทเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้จากมันอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่นการเชื่อมต่อ Wi-Fi รองรับแค่มาตรฐาน 802.11ac ที่มีความเร็วสูงสุด 733Mb/s บนสองคลื่นความถี่ และไม่มีฟีเจอร์พิเศษที่สำคัญอะไร นอกจากการสร้าง Guest Network ผ่านแอปฯ และมีพอร์ต Ethernet ความเร็ว 1Gb/s ให้เชื่อมต่อใช้งานเท่านั้น

                Mesh Wi-Fi เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับการสร้างโครงข่าย Wi-Fi มาตรฐานล่าสุดอย่าง 802.11ax ให้ใช้งานได้ทั่วบ้าน และเชื่อมต่อใช้งานโดยไม่มีการสะดุดด้วยการใช้ SSID (ชื่อเน็ตเวิร์กที่ใช้เชื่อมต่อ) เดียวกัน รวมทั้งใช้อินเทอร์เน็ตผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างปลอดภัยด้วยฟีเจอร์พิเศษที่นำมารวมไว้ แต่อุปกรณ์จำพวกเราเตอร์ Mesh Wi-Fi ส่วนใหญ่ก็ยังจัดว่ามีราคาพอสมควร

                แน่นอนว่า ทั้งสองวิธีนี้ ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดของตัวเอง ดังนั้นหากคิดว่าวิธีใดวิธีหนึ่งยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไร หากจะเลือกใช้ทั้ง 2 วิธีเลย

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติม...https://www.tp-link.com/th/home-networking/deco/