นโยบาย

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental Social and Governance: ESG) รวมถึงการบริหารความเสี่ยง โอกาส ผลกระทบ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมเสริมสร้างการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน ดังนี้

 

  1. ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากการดำเนินงานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาด การลดของเสียและมลพิษ รวมถึงสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
  2. ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
  3. เคารพและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติ สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลาย พร้อมพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน รวมถึงร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน
  4. ดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณธุรกิจ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  5. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และสังคม ภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together”
  6. ส่งเสริมและสนับสนุนให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงจัดให้มีแนวทางในการสื่อสาร คัดเลือก ประเมิน และติดตามคู่ค้าตามความเหมาะสม เช่น จรรยาบรรณคู่ค้า การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG และการติดตามคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
  7. เปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส ถูกต้อง ครบถ้วน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ หลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล และแนวทางการรายงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดให้มีการทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลก่อนการเปิดเผย รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมการทำงานที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับดูแลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน และคณะทำงานผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำหน้าที่ประสานงาน รวบรวมข้อมูล ติดตามผลการดำเนินงาน และรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน มีหน้าที่สนับสนุน ผลักดัน และบูรณาการการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจทั่วทั้งองค์กร รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรและห่วงโซ่คุณค่าไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นโยบายความยั่งยืนฉบับนี้ ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดย บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ในการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้

 

ขอบเขตการดำเนินการ

 

นโยบายฉบับนี้ใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานของบริษัทฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีความรับผิดชอบ

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ

คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม อนุมัติและทบทวนนโยบายสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง กฎหมาย กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน มีหน้าที่กลั่นกรองนโยบายสิ่งแวดล้อม ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย เป้าหมาย และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง

คณะทำงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีหน้าที่จัดทำแผนงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด รวบรวมข้อมูล ขับเคลื่อน ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานที่กำหนด รวมถึงรายงานความคืบหน้า ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อฝ่ายบริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ

พนักงาน คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตระหนักและปฏิบัติตามนโยบายสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ รวมถึงให้ความร่วมมือในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

 

แนวทางการปฏิบัติของนโยบายสิ่งแวดล้อม

 

  1. บริษัทฯ ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ
  2. บริษัทฯ ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ โดยกำหนดเป้าหมาย แผนงาน และตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้
    • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากร พลังงาน และวัสดุต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
    • การลดการใช้ไฟฟ้าและพลังงาน โดยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
    • การลดการใช้น้ำ โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณการใช้น้ำ
    • การลดมลพิษจากการดำเนินงาน ทั้งด้านอากาศ น้ำ เสียง และของเสีย รวมถึงสนับสนุนแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม
    • การจัดการขยะและของเสีย ตามหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) รวมถึงการคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัดของเสียอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    • การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ควบคู่กับการส่งเสริมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย ผ่านโครงการ “ทิ้งให้ถูกที่ กับ Trusted by Synnex E-Waste” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม
    • การบริหารจัดการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการประเมินและบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical risks) ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า พร้อมขับเคลื่อนแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการทำงาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ
    • การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
  3. บริษัทฯ ปรับปรุงและพัฒนาผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด การติดตาม วัดผล ทบทวน และบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  4. บริษัทฯ ส่งเสริมความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมแก่คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อร่วมกันลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  5. บริษัทฯ ส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมถึงสื่อสารแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ สนับสนุนให้คู่ค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการคัดเลือก ประเมิน และติดตามคู่ค้าตามความเหมาะสม
  6. บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  7. บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมาย หลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล และแนวทางการรายงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดให้มีการทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลก่อนการเปิดเผย

 

นโยบายสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริษัทฯ จึงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พลังงาน และการสนับสนุนแนวทางธุรกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงส่งเสริมการติดตาม วัดผล และเปิดเผยข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใส พร้อมพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ขอบเขตการดำเนินการ

 

นโยบายฉบับนี้ใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ครอบคลุมกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า ผู้รับเหมา พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การกำกับดูแล

บริษัทฯ จัดให้มีโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดตั้ง คณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk)

 

นิยามศัพท์

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาวจากปัจจัยทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการดำเนินธุรกิจ

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) หมายถึง ก๊าซในชั้นบรรยากาศที่กักเก็บความร้อนและเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หมายถึง การลด หรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับศูนย์

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) หมายถึง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคำนวณในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

 

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ

 

            คณะกรรมการบริษัท กำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุมัตินโยบาย และกำกับดูแลผลการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ

คณะกรรมการกำกับกิจการและความยั่งยืน กำกับ ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้อง

คณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดแนวทาง กลยุทธ์ และแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการกำกับดูแลการประเมินและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงานด้านการลดคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำขององค์กร

พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ มีหน้าที่ตระหนักและมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ และปฏิบัติตามแนวทางของบริษัทฯ อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

 

แนวทางการปฏิบัติของนโยบายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ผ่านการกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  2. บริษัทฯ บริหารจัดการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risks) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ที่อาจกระทบต่อธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า พร้อมส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในองค์กร
  3. บริษัทฯ ประเมิน ติดตาม และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ครอบคลุม Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 พร้อมจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสม
  4. บริษัทฯ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร (Scope 1 และ Scope 2) ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาด และการนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)
  5. บริษัทฯ ส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) รวมถึงสนับสนุนการประเมินและแลกเปลี่ยนข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรร่วมกัน
  6. บริษัทฯ สนับสนุนการนำเสนอสินค้าและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
  7. บริษัทฯ สนับสนุนโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) รวมถึงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  8. บริษัทฯ ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง
  9. บริษัทฯ ติดตาม ทบทวน และเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดให้มีการทบทวนความครบถ้วน และความถูกต้องของข้อมูลก่อนการเปิดเผยข้อมูล

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับนี้ ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน และมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณธุรกิจ และแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGP) เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เคารพสิทธิมนุษยชนของพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมให้พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนในมาตรฐานเดียวกัน โดยอ้างอิงหลักการและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) และมาตรฐานแรงงานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO Core Labor Standards) รวมถึงกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่าในการดำเนินธุรกิจ

 

ขอบเขตการดำเนินการ

 

บริษัทฯ พิจารณานํานโยบายสิทธิมนุษยชน เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติใน การดําเนินงานของบริษัทฯ ในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน หรือแรงงาน ห่วงโซ่อุปทาน ชุมชนและสังคม นอกจากนี้ บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมให้ คู่ค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ดําเนินงานบนพื้นฐานของหลักการเคารพสิทธิมนุษยชน โดยนํานโยบายฉบับนี้เป็นแนวทางในการ ปฏิบัติหรือประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

 

นิยามศัพท์

 

สิทธิมนุษยชน (Human Rights) หมายถึง สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่บุคคลทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุแห่งเพศ เพศสภาพ อายุ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ สัญชาติ ความพิการ ความคิดเห็นทางการเมือง สถานะทางสังคม หรือสถานะอื่นใดตามกฎหมาย

การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) หมายถึง การปฏิบัติ การตัดสินใจ หรือการให้โอกาสแก่บุคคลอย่างไม่เท่าเทียม อันเนื่องมาจากความแตกต่างของลักษณะส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา ความพิการ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถานะอื่นใด ซึ่งส่งผลให้บุคคลได้รับสิทธิ โอกาส หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

การล่วงละเมิด (Harassment) หมายถึง การกระทำ การแสดงออก หรือการสื่อสารใด ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่เหมาะสม หรือสร้างความไม่สบายใจ ความหวาดกลัว ความอับอาย หรือกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางวาจา ทางกาย และทางพฤติกรรม

กลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจมากกว่าบุคคลทั่วไป เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ หรือการเข้าถึงทรัพยากร เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ แรงงานข้ามชาติ ผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ

 

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ

 

คณะกรรมการบริษัท มีบทบาทหน้าที่กำหนดทิศทาง อนุมัตินโยบายและกำกับดูแลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

คณะกรรมการกำกับกิจการและความยั่งยืน มีบทบาทหน้าที่กำกับ ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง

ผู้บริหารระดับสูง มีบทบาทหน้าที่สนับสนุนและผลักดันการปฏิบัติตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ

พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ตระหนักและเคารพสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน รวมถึงสังคมและชุมชน โดยยึดถือกฎหมายที่เกี่ยวข้องและหลักปฏิบัติสากลด้านสิทธิมนุษยชนเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงให้ความร่วมมือในการป้องกันและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ

 

แนวทางการปฎิบัตนโยบายสิทธิมนุษยชน

 

    1. บริษัทฯ ไม่สนับสนุนการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบ และยึดหลักสิทธิเด็กและหลักปฏิบัติทางธุรกิจ (Children’s Rights and Business Principles: CRBP) โดยไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็กในการดำเนินงานของบริษัทฯ และตลอดห่วงโซ่คุณค่า
    2. บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงดำเนินการจ้างงานอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเคารพสิทธิของพนักงาน โดยกำหนดค่าตอบแทน สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน วันลา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
    3. บริษัทฯ ส่งเสริมความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงานและการปฏิบัติต่อพนักงาน โดยไม่แบ่งแยกด้านเพศ เพศสภาพ อายุ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ ความพิการ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือสถานะทางสังคม สนุนเสรีภาพในการแสดงออก
    4. บริษัทฯ ไม่สนับสนุนการใช้แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ หรือการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานในทุกรูปแบบ และดำเนินการจ้างงานโดยสมัครใจตามกฎหมาย รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน
    5. บริษัทฯ เปิดโอกาสให้พนักงานและลูกจ้าง/แรงงานในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ตามความสมัครใจ เคารพ สิทธิของพนักงานในการรวมกลุ่ม การเป็นสมาชิก และการเจรจาต่อรองอย่างสงบตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยส่งเสริมให้พนักงานสามารถเสนอความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสภาพการจ้างและสวัสดิการ อย่างเหมาะสม โดยสนับสนุนให้มีคณะกรรมการสวัสดิการเป็นกลไกตัวแทนลูกจ้าง เพื่อเสนอข้อคิดเห็นและประสานงานกับฝ่ายบริหาร
    6. บริษัทฯ ส่งเสริมอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
    7. บริษัทฯ ต่อต้านการคุกคาม การล่วงละเมิด การใช้ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ รวมถึงการคุกคามทางเพศทั้งทางวาจาและการกระทำ
    8. บริษัทฯ สนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน และพัฒนากระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ
    9. บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมคุ้มครองผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ผ่านช่องทาง  Whistleblowing@Synnex.co.thและเว็บไซต์ของบริษัทฯ
    10. บริษัทฯ ส่งเสริมการสื่อสารและสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชนแก่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า และผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิมนุษยชน
    11. บริษัทฯ ทบทวนและปรับปรุงนโยบายฉบับนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐานสากล และแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
    12. ผู้ใดกระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณและนโยบายของบริษัทฯ และอาจได้รับการพิจารณาทางวินัย รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    1. บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมาย หลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล และแนวทางการรายงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านรายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) และช่องทางอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยจัดให้มีการทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลก่อนการเปิดเผย

นโยบายสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”)  ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่มั่นคงและยั่งยืนขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของลูกค้า ผู้ถือหุ้น คู่ค้า พนักงาน ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายฉบับนี้เป็นกรอบปฏิบัติสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนบุคคลหรือนิติบุคคลที่กระทำการแทนหรือในนามของบริษัทฯ เพื่อป้องกันมิให้การดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการติดสินบนหรือการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม บริษัทฯ ยึดมั่นหลักไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ บุคลากรของบริษัทฯ ต้องไม่เรียกร้อง เสนอ ให้ สัญญา รับ ยอมรับ หรือมีส่วนร่วมในการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ ตนเอง ครอบครัว เพื่อน บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลอื่นใด

 

  1. นิยามศัพท์

การทุจริตคอร์รัปชัน หมายถึง การใช้อำนาจ หน้าที่ หรือทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งธุรกิจ ผลประโยชน์ หรือความได้เปรียบที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการติดสินบน การเรียกร้อง การเสนอ การให้ การรับ หรือการยอมรับว่าจะให้หรือรับทรัพย์สิน เงิน ของขวัญ บริการ สิทธิประโยชน์ หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อจูงใจให้บุคคลกระทำ ละเว้น หรือชะลอการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ

การสนับสนุนทางการเมือง หมายถึง การให้เงิน ทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ การบริการ หรือความช่วยเหลือในรูปแบบใดแก่พรรคการเมือง นักการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์หรือความได้เปรียบทางธุรกิจ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการใช้สิทธิทางการเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะส่วนบุคคล

การบริจาค หมายถึง การให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นเพื่อสนับสนุนการกุศล ชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์โดยตรง

การสนับสนุน หมายถึง การให้หรือรับเงิน สิ่งของ บริการ หรือประโยชน์อื่นเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ ตราสินค้า หรือชื่อเสียงของบริษัทฯ ซึ่งต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน วัดผลได้ และตรวจสอบได้

ของขวัญและการเลี้ยงรับรอง หมายถึง การให้หรือรับของขวัญ สิทธิพิเศษ การเลี้ยงรับรอง การเดินทาง การอำนวยความสะดวก หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หมายถึง สถานการณ์ที่ผลประโยชน์ส่วนตนของกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงาน อาจมีอิทธิพลหรือดูเสมือนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ

ค่าอำนวยความสะดวก หมายถึง เงินหรือประโยชน์จำนวนเล็กน้อยที่จ่ายอย่างไม่เป็นทางการแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเร่งรัดหรือรับประกันการดำเนินการตามหน้าที่ตามปกติที่บริษัทฯ มีสิทธิได้รับอยู่แล้ว

การจ้างหรือแต่งตั้งบุคลากรภาครัฐ หมายถึง การจ้างหรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรืออดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้บริหาร หรือพนักงาน รวมถึงการที่บุคลากรของบริษัทฯ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ด้านนโยบายในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์

บุคลากรของบริษัทฯ หมายถึง กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทฯ

 

  1. วัตถุประสงค์
    1. เพื่อกำหนดหลักการและมาตรฐานที่ชัดเจนในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
    2. เพื่อให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมกับการทุจริตคอร์รัปชัน
    3. เพื่อส่งเสริมความตระหนัก การมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต
    4. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
  2. หน้าที่และความรับผิดชอบ

คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่ กำกับดูแลให้มีระบบควบคุมและมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่มีประสิทธิผล ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และพิจารณารายงานกรณีที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ

คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ สอบทานระบบควบคุมภายใน การรายงานทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันมีความเหมาะสมและเพียงพอ รวมถึงกำกับดูแลการตรวจสอบข้อร้องเรียนที่มีนัยสำคัญ

คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่ กำกับดูแลการระบุ ประเมิน จัดการ ติดตาม และรายงานความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันให้สอดคล้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน มีหน้าที่ กำหนดและทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติ ติดตามผลการดำเนินงาน และเสนอแนะแนวทางให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหาร มีหน้าที่ จัดให้มีระบบ กระบวนการ ทรัพยากร การสื่อสาร และการควบคุมที่จำเป็น สนับสนุนให้พนักงานปฏิบัติตามนโยบาย และทบทวนความเหมาะสมของมาตรการตามความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง

ฝ่ายตรวจสอบภายใน มีหน้าที่ ตรวจสอบและสอบทานการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบาย ระเบียบ อำนาจอนุมัติ และกฎหมาย รายงานข้อบกพร่องหรือข้อสงสัยต่อคณะกรรมการตรวจสอบ และดำเนินงานตรวจสอบเพิ่มเติมตามที่ได้รับมอบหมาย

ผู้บริหารและพนักงานทุกคน มีหน้าที่ ทำความเข้าใจและปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ไม่เพิกเฉยเมื่อพบเหตุอันควรสงสัย แจ้งเบาะแสผ่านช่องทางที่กำหนด และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

  1. แนวทางปฏิบัติตามนโยบาย
    1. นโยบายนี้ครอบคลุมกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การสรรหา การคัดเลือก การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการให้ผลตอบแทน ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องสื่อสารและกำกับดูแลให้พนักงานในความรับผิดชอบปฏิบัติตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง
    2. การดำเนินการตามนโยบายนี้ให้เป็นไปตามคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ นโยบายและแนวปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย ระเบียบอำนาจอนุมัติ คู่มือปฏิบัติงาน และข้อกำหนดอื่นของบริษัทฯ ที่เกี่ยวข้อง
    3. ของขวัญ การเลี้ยงรับรอง และค่าใช้จ่ายอื่น ต้องมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย เหมาะสมตามกาลเทศะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนผิดปกติ ไม่สร้างภาระผูกพันหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และต้องบันทึกข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วน
    4. ห้ามให้หรือรับเงินสด สิ่งเทียบเท่าเงินสด ของขวัญ หรือประโยชน์ใดเพื่อแลกกับการกระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
    5. การให้หรือรับของขวัญแก่หรือจากเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่เกิน 3,000 บาท หรือตามเกณฑ์ที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนด แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า
    6. การให้หรือรับของขวัญจากภาคเอกชนต้องเป็นไปตามอำนาจอนุมัติและระเบียบของบริษัทฯ
    7. ผู้รับต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่บริษัทฯ กำหนด หากไม่สามารถปฏิเสธหรือส่งคืนได้ ให้นำส่งบริษัทฯ เพื่อจัดการอย่างโปร่งใสและเหมาะสม
    8. การจ่ายค่าเลี้ยงรับรอง ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสัญญาทางธุรกิจ ต้องกระทำในนามบริษัทฯ ตามระเบียบและอำนาจอนุมัติ มีความสมเหตุสมผล และมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้
    9. การบริจาคเพื่อการกุศลต้องกระทำในนามบริษัทฯ แก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติตามระเบียบ มีหลักฐานการรับเงินหรือทรัพย์สิน และไม่ใช้เป็นข้ออ้างหรือช่องทางในการให้สินบน
    10. การบริจาคในนามส่วนบุคคลสามารถกระทำได้โดยสุจริต แต่ต้องไม่อ้างชื่อบริษัทฯ ไม่ใช้ทรัพยากรของบริษัทฯ และไม่ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการให้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม
    11. การให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อสนับสนุนโครงการต้องกระทำในนามบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือเพื่อเสริมสร้างชื่อเสียงองค์กรอย่างเหมาะสม ระบุผู้รับและผลที่คาดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน และมีหลักฐานตรวจสอบได้
    12. ห้ามบุคลากรของบริษัทฯ เป็นตัวกลางหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นเสนอ ให้ หรือรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษที่ไม่ควรได้ หรือเพื่อให้บุคคลใดละเว้นหรือกระทำผิดหน้าที่
    13. บริษัทฯ วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรของบริษัทฯ สนับสนุนพรรคการเมือง นักการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งนี้ บุคลากรมีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในนามส่วนบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำในนามบริษัทฯ
    14. การจัดซื้อจัดจ้างต้องดำเนินการตามระเบียบ มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการแบ่งแยกหน้าที่หรือการควบคุมที่เหมาะสม
    15. การติดต่อหรือทำธุรกรรมกับภาครัฐต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และสอดคล้องกับกฎหมาย ห้ามให้หรือรับสินบนทุกชนิด และห้ามจ่ายค่าอำนวยความสะดวกทั้งทางตรงและทางอ้อม
    16. การจ้างหรือแต่งตั้งบุคลากรภาครัฐต้องผ่านการตรวจสอบประวัติและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ห้ามจ้างเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยังดำรงตำแหน่งในงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และต้องกำหนดระยะเวลาเว้นวรรคอย่างน้อย 2 ปีหรือตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำกับดูแลบริษัทฯ
    17. กำหนดขอบเขตหน้าที่และข้อห้ามเพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการติดต่อหน่วยงานเดิมเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม
    18. เปิดเผยข้อมูลการแต่งตั้งตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
    19. กรณีบุคลากรของบริษัทฯ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ด้านนโยบายของภาครัฐ ต้องเปิดเผยบทบาท ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และพิจารณางดเว้นหรือลาออกจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเมื่อไม่สามารถจัดการความขัดแย้งได้อย่างเพียงพอ
    20. เมื่อพบเห็นหรือสงสัยว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ต้องไม่เพิกเฉย และต้องแจ้งผู้บังคับบัญชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตรวจสอบภายใน หรือช่องทางแจ้งเบาะแสที่บริษัทฯ กำหนดโดยเร็ว
    21. ผู้แจ้งเบาะแสและผู้ให้ความร่วมมือโดยสุจริตจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรการของบริษัทฯ และบริษัทฯ จะไม่ลดตำแหน่ง ลงโทษ กลั่นแกล้ง หรือให้ผลทางลบแก่ผู้ที่ปฏิเสธการทุจริตคอร์รัปชัน แม้การปฏิเสธนั้นอาจทำให้บริษัทฯ สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
    22. ผู้ฝ่าฝืนนโยบายต้องได้รับการพิจารณาทางวินัยตามระเบียบของบริษัทฯ และอาจต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญาตามกฎหมาย รวมถึงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
    23. กรรมการและผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา และสร้างความเข้าใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
  2. การประเมินความเสี่ยง

บริษัทฯ จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันและการให้สินบนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ กระบวนการทำงานใหม่ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โครงสร้างองค์กร คู่ค้าหลัก พื้นที่ดำเนินธุรกิจ หรือเมื่อพบเหตุการณ์ทุจริตหรือข้อบกพร่องของมาตรการควบคุม

หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงต้องจัดทำและติดตามมาตรการควบคุมให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง บันทึกผลการประเมิน และรายงานต่อผู้บริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริษัทยอมรับได้

 

  1. มาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับต้องไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันทั้งทางตรงและทางอ้อม

บริษัทฯ จัดให้มีระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับงานขาย การตลาด จัดซื้อ การเงิน โครงการภาครัฐ และการบริหารคู่ค้าหรือบุคคลที่สาม

บริษัทฯ ตรวจสอบความเหมาะสมของคู่ค้า ตัวแทน นายหน้า ที่ปรึกษา และผู้รับเหมาตามระดับความเสี่ยง พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสัญญาตามความเหมาะสม

บริษัทฯ จัดให้มีช่องทางแจ้งเบาะแส การคุ้มครองผู้แจ้ง และกระบวนการสอบสวนที่เป็นอิสระ เป็นธรรม และรักษาความลับ

บริษัทฯ จัดให้มีการสื่อสารและฝึกอบรมอย่างเหมาะสมแก่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานใหม่ พนักงานปัจจุบัน และผู้เกี่ยวข้อง

 

  1. การแจ้งเบาะแสและมาตรการคุ้มครอง

พบเห็นหรือสงสัยว่ามีการให้หรือรับสินบน การยักยอก การปลอมแปลง การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการทุจริตรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ

พบเห็นการฝ่าฝืนขั้นตอนหรือระเบียบที่อาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต หรือทำให้ระบบควบคุมภายในไม่มีประสิทธิผล

พบเห็นการกระทำที่ทำให้บริษัทฯ เสียประโยชน์ เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรม และจรรยาบรรณธุรกิจ

บริษัทฯ จะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแส ผู้ร้องเรียน และผู้ให้ข้อมูลโดยสุจริต เปิดเผยเท่าที่จำเป็นต่อการตรวจสอบหรือตามที่กฎหมายกำหนด และจำกัดสิทธิการเข้าถึงแก่ผู้ได้รับมอบหมายเท่านั้น

การแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเจตนา การกลั่นแกล้ง หรือการกล่าวหาโดยไม่มีมูล อาจได้รับการพิจารณาตามระเบียบของบริษัทฯ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

  1. กระบวนการรับเรื่องและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนหรือเบาะแส ให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหรือผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย พิจารณาความเพียงพอของข้อมูล ประเมินความเร่งด่วนและผลกระทบ กำหนดผู้รับผิดชอบ และดำเนินการตรวจสอบตามนโยบายการแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียนและมาตรการคุ้มครองของบริษัทฯ

ผู้ที่มีส่วนได้เสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับเรื่องร้องเรียนต้องไม่เข้าร่วมพิจารณาหรือสอบสวนเรื่องนั้น และบริษัทฯ อาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้เชี่ยวชาญอิสระตามความเหมาะสม

 

  1. ช่องทางการร้องเรียนและแจ้งเบาะแส

ช่องทาง

รายละเอียด

ไปรษณีย์

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เลขที่ 433 ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230

กล่องรับข้อร้องเรียน

กล่องสีแดง บริเวณจุดสแกนนิ้ว ชั้น 1 สำนักงานใหญ่ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้ถือกุญแจเปิดกล่องแต่เพียงผู้เดียว

อีเมลฝ่ายตรวจสอบภายใน

Whistleblowing@Synnex.co.th

 

  1. หลักเกณฑ์การตรวจสอบข้อเท็จจริง

ความเพียงพอของข้อมูล เรื่องร้องเรียนควรระบุข้อเท็จจริง บุคคล เหตุการณ์ ช่วงเวลา สถานที่ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ผู้แจ้งสามารถให้ได้ เพื่อให้สามารถนำไปตรวจสอบต่อได้

การพิจารณาสาระสำคัญ ผู้รับเรื่องประเมินความน่าเชื่อถือ ความเร่งด่วน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และส่งต่อให้ฝ่ายตรวจสอบภายใน ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายกฎหมาย หน่วยงานต้นเรื่อง หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

ผู้มีสิทธิแจ้ง ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่งทางการค้า เจ้าหนี้ หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน สังคม กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้

การไม่เปิดเผยตัวตน ผู้แจ้งสามารถไม่เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ หรือข้อมูลติดต่อได้ อย่างไรก็ดี การให้ข้อมูลติดต่อจะช่วยให้บริษัทฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รายงานความคืบหน้า และบรรเทาความเสียหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

  1. กระบวนการให้ความเป็นธรรม

บริษัทฯ จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้แจ้งเบาะแส ผู้ร้องเรียน ผู้ถูกร้องเรียน พยาน ผู้รับเรื่อง และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยยึดหลักความเป็นอิสระ ความลับ ความจำเป็นในการรับรู้ และการคุ้มครองจากการตอบโต้ ผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบต้องเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารเป็นความลับ และเปิดเผยเฉพาะเท่าที่จำเป็นหรือตามที่กฎหมายกำหนด

ในระหว่างการตรวจสอบ บริษัทฯ อาจแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้แจ้งตามความเหมาะสม หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิด ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและมีโอกาสชี้แจงหรือเสนอพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรม ก่อนพิจารณาผลและมาตรการลงโทษตามระเบียบของบริษัทฯ และกฎหมาย

  1. การรายงานผลและบทลงโทษ

คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง หลักฐาน ข้อสรุป และข้อเสนอแนะต่อผู้มีอำนาจพิจารณา

ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายในรายงานผลต่อประธานคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการตรวจสอบ และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเมื่อเรื่องมีนัยสำคัญ

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางวินัย ทางแพ่ง หรือทางอาญาตามผลการพิจารณาและอำนาจหน้าที่

เมื่อเรื่องร้องเรียนอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อชื่อเสียง การดำเนินธุรกิจ ฐานะการเงิน หรือการปฏิบัติตามกฎหมาย ให้รายงานประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย นโยบาย ระเบียบ หรือจรรยาบรรณของบริษัทฯ จะถูกพิจารณาลงโทษโดยคำนึงถึงเจตนา ความร้ายแรง ผลกระทบ ประวัติการกระทำผิด ความร่วมมือในการสอบสวน และการแก้ไขป้องกันมิให้เกิดซ้ำ โทษอาจมีตั้งแต่การตักเตือนจนถึงการเลิกจ้าง รวมถึงการดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมาย

  1. การสื่อสาร การทบทวน และการมีผลบังคับใช้

บริษัทฯ เผยแพร่นโยบายผ่านเว็บไซต์ อีเมล อินทราเน็ต รายงานการเปิดเผยข้อมูลประจำปี และช่องทางอื่นตามความเหมาะสม

บริษัทฯ จัดให้มีการปฐมนิเทศหรือฝึกอบรมเกี่ยวกับนโยบายแก่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานทุกระดับ พนักงานใหม่ และลูกจ้างตามระดับความเสี่ยงและความรับผิดชอบ

บริษัทฯ สื่อสารหลักการของนโยบายแก่คู่ค้า คู่สัญญา ตัวแทนทางธุรกิจ ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง และอาจกำหนดเงื่อนไขให้รับทราบหรือปฏิบัติตามนโยบายนี้

บริษัทฯ ทบทวนนโยบายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อกฎหมาย ข้อกำหนด ความเสี่ยง หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

นโยบายฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่วันที่ 6 สิงหาคม 2569  เป็นต้นไป

 

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความเป็นธรรม ควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยนโยบายฉบับนี้ครอบคลุมการจัดซื้อสินค้า  การจัดจ้าง
บริการ การคัดเลือกและบริหารจัดการคู่ค้าของบริษัทฯ ทั้งนี้ การดำเนินงานต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ

 

หลักการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

 

  1. การจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ โดยพิจารณาคุณภาพ ราคา ความคุ้มค่า ความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการ รวมถึงปัจจัยด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่สนับสนุนการทุจริต การให้หรือรับสินบน ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการกระทำใด ๆ ที่ไม่เหมาะสมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
  2. ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับคุณภาพ ราคา และความคุ้มค่า ตามความเหมาะสมของประเภทสินค้าและบริการ
    1. ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการลดการใช้ทรัพยากร การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ตามหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle)
    2. การลดบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าที่มีการลดการใช้บรรจุภัณฑ์ เลือกใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ และลดวัสดุที่ก่อให้เกิดของเสีย
    3. การจัดการสารเคมีและสารต้องห้าม ส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและอุปกรณ์ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสารเคมีและสารต้องห้ามที่เกี่ยวข้อง และลดการใช้สารที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
    4. การจัดการผลิตภัณฑ์และของเสีย ส่งเสริมสินค้าและบริการที่สนับสนุนการรีไซเคิล รวมถึงการจัดการผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานอย่างเหมาะสม
  3. การคัดเลือกและประเมินคู่ค้า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและบริหารจัดการคู่ค้า โดยพิจารณาคุณภาพ ความสามารถในการดำเนินงาน ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด รวมถึงปัจจัยด้านความยั่งยืน และปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ตามความเหมาะสมของประเภทและลักษณะของคู่ค้า เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
  4. ส่งเสริมศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้า บริษัทฯ ส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดและแนวทางที่เกี่ยวข้องของบริษัทฯ
  5. การติดตามและประเมินผลคู่ค้า บริษัทฯ จัดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าสามารถดำเนินงานได้ตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการบริหารจัดการคู่ค้า การระบุประเด็นที่ควรปรับปรุง และการพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง
  6. การส่งเสริมความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน บริษัทฯ มุ่งสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในการพัฒนาสินค้า บริการ และกระบวนการดำเนินงานที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย การใช้พลังงาน การใช้น้ำ การจัดการมลพิษ ลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

 

กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

 

บริษัทฯ นำหลักการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส ความสามารถในการดำเนินงานและส่งมอบสินค้าและบริการ รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแลกิจการ และปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ตามความเหมาะสม โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

  1. การกำหนดความต้องการจัดซื้อจัดจ้าง กำหนดความต้องการสินค้าและบริการ รวมถึงคุณลักษณะหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความจำเป็น คุณภาพ ความเหมาะสม และความคุ้มค่าต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้จะมีการพิจารณา ฉลากสิ่งแวดล้อมหรือการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดคุณลักษณะของสินค้า ตามความเหมาะสม
  2. การสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า สรรหาและคัดเลือกคู่ค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยพิจารณาคุณภาพ ราคา ความคุ้มค่า ความสามารถในการดำเนินงานและส่งมอบสินค้าและบริการ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนปัจจัยด้านความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับคู่ค้าทั้งนี้จะมีการพิจารณา ฉลากสิ่งแวดล้อมหรือการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดคุณลักษณะของสินค้า ตามความเหมาะสม
  3. การประเมินและพิจารณาคู่ค้า ดำเนินการประเมินคู่ค้าตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคัดเลือกและอนุมัติคู่ค้า
  4. การพิจารณาและดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง นำผลการคัดเลือกและการประเมินมาประกอบการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้าง โดยคำนึงถึงคุณภาพ ราคา ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ความสามารถในการส่งมอบ และปัจจัยด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสมของสินค้าและบริการ
  5. การติดตามและประเมินผลคู่ค้า ติดตามผลการดำเนินงานของคู่ค้าตามความเหมาะสม เพื่อประเมินคุณภาพสินค้าและบริการ การส่งมอบ การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงนำผลการประเมินมาใช้ประกอบการบริหารจัดการและพัฒนาคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง
  6. การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นำผลการติดตามประเมินผลมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารจัดการคู่ค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และส่งเสริมการดำเนินงานอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทฯ จะทบทวนนโยบายฉบับนี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านกฎหมาย มาตรฐาน หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กำหนดมาตรฐานการคัดเลือก ประเมิน ตรวจสอบผู้ค้าอย่างยุติธรรม และโปร่งใส ยึดหลักความมั่นคงทางธุรกิจและความน่าเชื่อถือได้ เช่น การจัดทำประเมินความเสี่ยงของงานที่เกี่ยวข้องกับผู้รับจ้างงานจัดส่งสินค้า เพื่อคัดเลือกผู้รับจ้างที่มีศักยภาพ หากผู้ค้าได้คะแนนไม่ผ่านตามมาตรฐานที่กำหนดจะไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก หรือ การสุ่มตรวจสอบรถขนส่งสินค้าตามแนวทางการบริหารจัดการรถขนส่ง การรวบรวมข้อมูลสถิติและวิเคราะห์การเกิดอุบัติเหตุรถขนส่ง สภาพรถที่นำมาให้บริการ การปล่อยควันดำที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนสิ่งแวดล้อม ก็จะไม่พิจารณาต่อสัญญาว่าจ้าง ทั้งนี้ได้มีการจัดทำทะเบียนประวัติและผลการประเมิน เพื่อให้ผลการดำเนินงานของผู้ค้าเป็นไปตามมาตรฐานกำหนด และตอบสนองความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีการติดตามและมีการประเมินผลตามแนวทางนโยบายห่วงโซ่อุปทาน เป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้วยความยั่งยืน

 

1. ขอบเขต

 

ขอบเขตการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจระหว่างบริษัทฯ และคู่ค้าที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้นโดยตรง โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย

A close-up of a diagram

AI-generated content may be incorrect.

 

2. วัตถุประสงค์

2.1 สร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน โดยคัดเลือกคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นธรรม

2.2 สนับสนุนการดำเนินงานและส่งเสริมศักยภาพคู่ค้าทุกกลุ่ม ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

2.3 ลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

3. นิยาม

บริษัทฯ หมายถึง บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้รับมอบอำนาจให้กระทำแทนบริษัทฯ หรือรับมอบอำนาจให้ทำงานในนามบริษัทฯ

คู่ค้า (Vendors) หมายถึง ผู้จำหน่ายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่จัดหาสินค้าและบริการให้กับบริษัทฯ ในลักษณะต่าง ๆ

คู่ค้าที่สำคัญ (Critical Tier 1) หมายถึง คู่ค้าที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทฯ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน

คู่ค้าที่สำคัญลำดับถัดไป (Critical Non-tier 1) หมายถึง ค้าที่มีบทบาทสำคัญในระดับปานกลางในการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทฯ ซึ่งมีผลกระทบโดยต่อการดำเนินงาน

คู่ค้ารายใหม่ (New Vendors) หมายถึง ผู้จำหน่ายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เริ่มต้นทำธุรกรรมกับบริษัทฯ โดยเป็นคู่ค้าที่เข้ามาใหม่

 

4. กระบวนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

    1. กำหนดจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Supplier Code of Conduct)

บริษัทฯ ได้จัดทำจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ เพื่อให้คู่ค้าของบริษัทฯ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ สอดคล้องตามข้อกำหนดกฎหมาย จรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ และมาตรฐานสากล บริษัทฯ ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้คู่ค้าของบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติต่อแรงงานด้วยความเป็นธรรม เคารพในสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมถึงติดตามการดำเนินการให้เป็นไปตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ สร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจประกอบด้วย

จริยธรรมทางธุรกิจ

การปฏิบัติด้านแรงงาน

และสิทธิมนุษยชน

ความปลอดภัย อาชีวอนามัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน

การบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม

  • ดำเนินธุรกิจด้วยคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ดำเนินธุรกิจด้วยความรัลผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
  • ดำเนินธุรกิจด้วยการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
  • ไม่สนับสนุนการทุจริตและคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ
  • เคารพและไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
  • เปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องและรักษาความลับของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
  • ปฏิบัติตามสัญญาและให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
  • ไม่มีจ้างแรงงานเด็ก และแรงงานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  • ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากการบังคับใช้แรงงาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากการใช้แรงงานเด็ก
  • จ่ายค่าจ้างและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมาย รวมถึงการทำงานล่วงเวลาและวันหยุด
  • คุ้มครองสิทธิของลูกจ้างหญิงและแรงงานต่างด้าวตามที่กฎหมายกำหนด
  • ปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พร้อมจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ปลอดภัย
  • จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสมกับลักษณะงาน
  • มีแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและสื่อสารให้ลูกจ้างสามารถปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้แก่พนักงานและผู้รับเหมา
  • ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ
  • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
  • ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและเคารพต่อชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย

 

    1. หลักเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มคู่ค้า

การจัดการห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเหมาะสม บริษัทฯ ได้กำหนดประเภทของคู่ค้าเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คู่ค้าที่สำคัญ (Critical Tier 1), คู่ค้าที่สำคัญลำดับถัดไป (Critical Non-tier 1) โดยมีหลักเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มคู่ค้าดังนี้

 

หลักเกณฑ์การพิจารณาคู่ค้าที่สำคัญ

(Critical Tier 1)

หลักเกณฑ์การพิจารณาคู่ค้าที่สำคัญลำดับถัดไป

(Critical Non-tier 1)

  1. คู่ค้าที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
  2. คู่ค้าที่มีมูลค่ายอดซื้อจากบริษัทฯ สูงกว่า 300 ล้านบาทต่อปีและมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5
  3. คู่ค้าที่มีการซื้อขายในปีปัจจุบัน และทำสัญญาซื้อขายที่มีระยะเวลาต่อเนื่องกับบริษัทฯ ไม่น้อยกว่า 1 ปี
  4. คู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความได้เปรียบในการแข่งขันและความสำเร็จของตลาด
  1. คู่ค้าที่มีมูลค่ายอดซื้อจากบริษัทฯ อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (ไม่ถึง 300 ล้านบาทต่อปี) แต่ยังมีความสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ
  2. คู่ค้ากลุ่มอื่นๆ ที่สามารถทดแทนกันได้
  3. คู่ค้าที่มีประวัติความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีต่อกัน

 

    1. การจัดหาและคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่

บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้าผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้แทนจำหน่ายอย่างมีระบบ โปร่งใส และยึดหลักจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจตามระเบียบและวิธีการจัดหาของกลุ่มบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุน และการบริการของบริษัทฯ อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ของบริษัทฯ มีขั้นตอนดังนี้

3.1 การสื่อสารความต้องการ  เจ้าหน้าที่จัดซื้อจะสื่อสารข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการให้ชัดเจนและเป็นธรรมแก่คู่ค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

3.2 คู่ค้ารายใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบเรื่องการทุจริตทุจริตคอร์รัปชัน ที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของบริษัทฯ

3.3 การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้ารายใหม่  คู่ค้ารายใหม่ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงขั้นต้นโดยพิจารณาจากข้อมูลที่จำเป็น และต้องได้รับคะแนนรวมไม่น้อยกว่า 50% จึงจะผ่านเกณฑ์เป็นคู่ค้ารายใหม่

 

    1. การประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้า (ESG)

บริษัทฯ กำหนดมาตรการในการตรวจประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้า (ESG) ไว้ดังนี้

 

4.1 กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคู่ค้าที่ต้องตรวจประเมิน

 

รูปแบบการตรวจประเมิน

หลักเกณฑ์คู่ค้าที่ต้องได้รับการตรวจประเมิน

1. ตรวจประเมินด้านความยั่งยืน ด้วยการลงพื้นที่ (ESG On-site Audit)

1. คู่ค้าสำคัญ (Critical Tier 1) จำนวนร้อยละ 5 ในแต่ละปี

2. คู่ค้าที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย หรือมีแหล่งจัดเก็บหรือแหล่งกระจายสินค้าในประเทศไทย

2. ตรวจประเมินด้วยการจัดทำแบบประเมิน Self-Assessment form: Partner’s Sustainability

1. คู่ค้ารายใหม่ ตรวจประเมิน ก่อนการลงทะเบียนคู่ค้ารายใหม่

2. คู่ค้าที่สำคัญ (Critical Tier 1) ตรวจประเมินทุก 2 ปี

 

4.2 ประเด็นความยั่งยืน (ESG) ที่นำมาประเมินคู่ค้า

  • ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เช่น นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การกำหนดมาตรการในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย และการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในองค์กร
  • ประเด็นด้านสังคม
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เช่น นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การดูแล สื่อสารหรือการทำโครงการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมอย่างรอบด้าน
  • ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การพัฒนาและส่งเสริมทักษะศักยภาพแก่พนักงาน รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานในองค์กร
  • ประเด็นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และการกำหนดแผนการรับมือกรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน พร้อมการจัดการอบรมและประชาสัมพันธ์แนวทางปฏิบัติขององค์กรให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย
  • ประเด็นด้านการกำกับดูแลกิจการและจรรยาบรรณธุรกิจ
  • การกำหนดนโยบายหรือกระบวนการ และแนวทางปฏิบัติ เช่น การกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืน การบริหารจัดการความเสี่ยง การกำหนดจรรยาบรรณธุรกิจ การกำหนดนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น การทำการตลาดหรือโฆษณาอย่างมีความรับผิดชอบ และการตรวจสอบทั้งจากภายในและภายนอก
  • ประเด็นด้านคุณภาพของสินค้าและบริการ
  • การกำหนดนโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติและกระบวนการด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต การตรวจสอบมาตรฐานสินค้าหรือการกำหนดมาตรฐานและควบคุมการจัดส่งสินค้า

4.3 เกณฑ์การประเมิน และการดำเนินการหลังจากรายงานผลประเมิน

 

คะแนน

ผลการประเมิน

1 – 49

ต้องปรับปรุง (Improvement)

50 – 60

พอใช้ (Fair)

61 – 70

ดี (Good)

มากกว่า 71

ดีเยี่ยม (Excellent)

 

กรณีที่คู่ค้าได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับ “ต้องปรับปรุง (Improvement)” บริษัทฯ จะระงับการซื้อขายเป็นการชั่วคราว เพื่อให้คู่ค้าของบริษัทฯ ได้ปรับปรุงพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้การให้คำปรึกษาของบริษัทฯ และจำดำเนินการซื้อขายอีกครั้งหลังจากผลการประเมินของคู่ค้าอยู่ในระดับ “พอใช้ (Fair)” ขึ้นไป

 

5. การตรวจประเมินด้านความยั่งยืน ด้วยการลงพื้นที่ (ESG On-site Audit)

 

การตรวจประเมิน ESG On-site Audit เป็นกระบวนการที่บริษัทฯ ใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ของคู่ค้า โดยมุ่งเน้นไปที่คู่ค้าสำคัญ (Critical Tier 1) จำนวนร้อยละ 5 ในแต่ละปี ซึ่งจะเป็นคู่ค้าที่มีสำนักงานหรือแหล่งกระจายสินค้าในประเทศไทย โดยก่อนการลงพื้นที่คู่ค้าจะต้องตอบแบบประเมินความยั่งยืนในมิติต่าง ๆ เพื่อให้คณะทำงานสามารถเตรียมข้อมูลเบื้องต้นและวางแผนการตรวจประเมินได้อย่างเหมาะสม การลงพื้นที่จะช่วยให้คณะทำงานสามารถประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG ในสถานที่จริง เช่น การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  โดยหลังการตรวจประเมิน บริษัทฯ จะสรุปผลและแนะนำแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของคู่ค้าให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัทฯ และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

6. การพัฒนาโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

 

การพัฒนาโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงและความรับผิดชอบในธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในทุกขั้นตอนของการผลิตและการจัดหาสินค้า กระบวนการเริ่มจากการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้โซ่อุปทานมีความรับผิดชอบร่วมกัน

การติดตามและประเมินผลในโซ่อุปทานยังเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามข้อกำหนดที่วางไว้ การส่งเสริมความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยแหล่งที่มาของสินค้าและการผลิต จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจในผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโซ่อุปทานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร และลดการใช้พลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

ไปยังหน้าดาวโหลดเอกสารนโนบายที่เกี่ยวข้อง : click

นโยบายการบริหารความเสี่ยงองค์กร อ่านเพิ่มเติม
จรรยาบรรณทางธุรกิจ
บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริษัท จึงได้กำหนดให้มีการจัดทำคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ (Business Code of Conduct) เพื่อเป็นนโยบายและเป็นแนวทางการปฎิบัติที่ดีให้กับคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานทุกคน ได้เข้าใจ ยึดถือ พึ่งต้องประพฤติปฎิบัติตนให้สอดคล้องกับกฏระเบียบ ข้อบังคับ และจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในทิศทางเดียวกันให้เกิดเป็นนวัฒนธรรมองค์กรที่ดีสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในการดำเนิน ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในการให้ความสำคัญกับการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ตามแนวปฏิบัติที่ดี ดังนี้

แนวทางปฏิบัติที่ดี

  • ต้องรับรู้และเข้าใจถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และข้อบังคับที่ออกโดยบริษัทอย่างเคร่งครัด
  • ต้องรับรู้และเข้าใจในการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ข้อกำหนด กฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีผลบังคับใช้กับบริษัท
  • ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายในการประกอบธุรกิจ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้องและเป็นธรรม ไม่ให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชั่น
  • ต้องทบทวนความสอดคล้องของการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของสังคมตามความเหมาะสม

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายที่มุ่งมั่นในการบริหารกิจการให้เกิดความเจริญก้าวหน้ามั่นคง และกำหนดให้มีการกำกับดูแลกิจการตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อส่งมอบผลตอบแทนที่เป็นธรรมเหมาะสม รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มของกิจการให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

แนวทางปฏิบัติที่ดี

  • การบริหารกิจการโดยนำความรู้ ความสามารถ และใช้ทักษะการบริหารมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มความสามารถ ตลอดจนดำเนินการใดๆ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศรายงานผลประกอบการ และแนวโน้มธุรกิจของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นอย่างครบถ้วนจามความเป็นจริง โดยเท่าเทียมกันสม่ำเสมอกับเวลา
  • การเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นตามเกณฑ์ที่บริษัทฯกำหนด สามารถเสนอเรื่องเพื่อบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุหรือเสนอชื่อบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเป็นกรรมการของบริษัทได้ล่วงหน้า ก่อนมีจัดการประชุมสามัญผู้ภือหุ้นประจำปี โดยคณะกรรมการสรรหา และกำหนดค่าตอบแทน จะพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม และนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทต่อไป

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในการดูแลลูกค้าด้วยความทัดเทียมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในระดับราคาที่เหมาะสม ด้านการให้บริการดูแลปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความเอาใจใส่ต่อลูกค้าอย่างมีอัธยาศัยไมตรีอันดี ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุดอย่างมืออาชีพ ยกระดับมาตรฐานการให้บริการก่อนและหลังการขายในระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง เพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

แนวทางปฏบิติที่ดี

  • การคัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการเลือกและตัดสินใจอย่างเหมาะสม การเปิดเผยข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทันต่อเหตุการณ์และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
  • การรับประกันผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้เงื่อนไขเวลาที่เหมาะสม และจัดให้มีระบบการรับข้อร้องเรียน การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ โดยบริษัทจะดำเนินการต่อข้อร้องเรียนของลูกค้าทันที เพื่อจัดการกับปัญหาข้อร้องเรียนตามขั้นตอน โดยการสืบสวนสำรวจพฤติกรรมสิ่งแวดล้อม ทำความเข้าใจต่อปัญหา ด้วยวิธีที่เหมาะสม โปร่งใส ยุติธรรม อย่างดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว และนำประสบการณ์ข้อผิดพลาดมาใช้พัฒนาบริการต่อไป
  • การปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อผูกพันต่างๆ ที่มีต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด รักษาความลับทางการค้าของลูกค้าอย่างจริงจัง รวมถึงการไม่นำข้อมูลของลูกค้ามาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และหรือผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายการดำเนินธุรกิจกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจโดยคำนึงถึงความเสมอภาค เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ รักษาผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขทางการค้าที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

แนวทางการปฏิบัตที่ดี

  • การดำเนินการจัดซื้อ จัดหา ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ให้ข้อมูลทัดเทียมกันและถูกต้อง
  • การปฏิบัติตามสัญญา ข้อตกลง หรื่อเงื่อนไขทางการค้า กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ต้องแจ้งให้คู่ค้าได้ทราบล่วงหน้า เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยใช้หลักของความสมเหตุสมผล
  • การคัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่เรียก ไม่รับ หรือจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ที่ไม่สุจริตกับคู่ค้า รวมถึงต้องรักษาความลับของคู่ค้า ไม่นำข้อมูลของคู่ค้ามาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ตามกฎหมายและมาตรฐานสากล
  • ไม่มีจ้างแรงงานเด็ก และแรงงานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  • ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากการบังคับใช้แรงงาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • สนับสนุนสิทธิในเสรีภาพการรวมกลุ่มของ รวมถึงสนับสนุนสิทธิในการเจรจาร่วมกัน

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายการปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้าให้สอดคล้องตามหลักสากล ภายใต้กรอบของกฎหมาย และหลักปฏิบัติการแข่งขันทางการค้ากับผู้ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งต้องมีการแข่งขันและพึ่งพาอาศัยกัน การแข่งขันทางการค้าจึงต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง แข่งขันกันอย่างเสรี มีความเสมอภาคและเป็นธรรมควบคู่กัน

แนวทางการปฏิบัติที่ดี

  • ให้ความร่วมมือในการแข่งขันทางการค้าอย่างยุติธรรม และโปร่งใสเพื่อสร้างภาวะตลาดที่ดี
  • ไม่ล่วงละเมิดลิขสิทธิตามกฎหมายของคู่แข่งทางการค้า และไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม
  • ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการค้าด้วยการกล่าวหา หรือโจมตีคู่แข่งโดยปราศจากข้อมูลความเป็นจริง

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ เพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน รวมถึงการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี การให้โอกาสแสดงออกและรับฟังความคิดข้อเสนอแนะของพนักงานทุกระดับอย่างเสมอภาคทัดเทียมกัน ส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกันเป็นทีม ให้ความร่วมมือกันในการทำงาน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานที่เหมาะสม ด้วยตระหนักว่าพนักงานทุกคนเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ ความก้าวหน้าและความเจริญเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

แนวทางการปฏิบัติที่ดี

  • ให้โอกาสทัดเทียมกันในการว่าจ้าง การแต่งตั้ง การโยกย้าย โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสมกับลักษณะงาน ด้วยคุณธรรม ไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด อันเนื่องจาก เชื้อชาติ ผิวสี ศาสนา เพศ อายุ สถานภาพความทุพพลภาพ หรือสถานะอื่นใดที่มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติงาน ตลอดจนให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
  • ให้การส่งเสริมการมีวัฒนธรรมที่ดี การพึงปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานโดยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน การเคารพในสิทธิส่วนบุคคล ตลอดจนการปฏิบัติต่อกันด้วยความมีน้ำใจ ช่วยเหลือแนะนำแก้ปัญหาร่วมกันในการทำงาน ทุ่มเท ขยันหมั่นเพียร เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ยึดถือประโยชน์ของบริษัทร่วมกันเป็นสำคัญ
  • ให้การส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาความรู้ ความสามารถ เพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงาน โดยกำหนดจัดหลักสูตรการฝึกอบรม และชั่วโมงการฝึกอบรมที่เหมาะกับพนักงาน ให้มีการอบรมภายในและอบรมภายนอกอย่างทั่วถึงสม่ำเสมอ และตามที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน
  • ให้ผลตอบแทนและสวัสดิการแก่พนักงานอย่างเป็นธรรม เหมาะสมกับควาามรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบและผลการปฏิบัติงาน รวมถึงการให้โอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่อย่างเหมาะสม ยุติธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • ให้การส่งเสริมดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้มีความปลอดภัยต่อชีวิต และให้การดูแลด้านสุขอนามัยที่ดีของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างเคร่งครัด และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถแจ้งเรื่อง หรือร้องทุกข์อันเนื่องจากพบเรื่องที่ส่อไปในทางผิดระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมาย หรือได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความไม่เป็นธรรม โดยจัดให้มีช่องทางแจ้งเรื่องร้องทุกข์ตามที่บริษัทกำหนดไว้ เพื่อให้ได้รับการแก้ไขในวิธีทางที่ถูกต้องและรวดเร็ว
  • ให้ความสำคัญกับระบบการว่าจ้าง การบริหารผลการปฏิบัติงานและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของบริษัท และมีระบบการประเมินผลที่วัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และศักยภาพของพนักงานอย่างชัดเจน
  • ให้ความสำคัญกับการเคารพกฎหมายแรงงาน และยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน โดยบริษัทสนับสนุนและเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่ได้ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์กรสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights : UDHR) หลักการชี้นำของสหประชาชาติว่าด้วยการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) และกฎหมายแรงงานในประเทศต่างๆ ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ
  • ให้โอกาสแก่พนักงานทุกชนชาติ เชื้อชาติ ภาษา และเพศ อย่างเท่าเทียม ปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักสิทธิมนุษยชนปราศจากการเลือกปฏิบัติ และห้ามการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานหรือผู้สมัครงานรวมถึง ให้โอกาสในการก้าวหน้าและการบริหารค่าตอบแทน

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายในดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม เคารพในสิทธิมนุษยชน ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้บริโภค รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร และตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชนสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความสำเร็จของธุรกิจจะเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แนวทางการปฏิบัติที่ดี

  • ให้การสนับสนุนในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะกิจกรรมของท้องถิ่นที่บริษัทประกอบธุรกิจ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและประโยชน์ที่ชุมชนและสังคมจะพึงได้รับ
  • ให้ความสำคัญสนับสนุนกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ชุมชนแลสังคมเกิดการพัฒนาและพึ่งพาตนเองได้ โดยการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนที่อยู่ท้องถิ่นที่ห่างไกลด้วยการส่งมอบ และการบริจาคสื่อการเรียนการสอนอิเลคทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บริษัทจัดจำหน่าย
  • ให้การส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะกับนักศึกษาช่างวิชาชีพ เยาวชน และประชาชนทั่วไป เพื่อนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยการให้การอบรมและสอนวิชาช่างเทคนิคการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมบริจาคเครื่องมือช่างและชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งเป็นการช่วยลด e-waste ขยะไอที
  • ให้การสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาของพนักงานที่เป็นคุณประโยชน์ทุกด้าน เพื่อให้ทุกคนมีจิตสำนึก มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม และมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม
  • ให้ความสำคัญต่อการทำธุรกรรมกับคู่ค้าที่เจตจำนงในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบจริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับด้านเคารพสิทธิมนุษยชน

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีนโยบายให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) มุ่งเน้นให้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า สร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมให้ช่วยกันดูแลรักษา ปกป้อง ฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

แนวทางการปฏิบัติที่ดี 

  • สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ
  • กระบวนการดำเนินธุรกิจบางกิจกรรมอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงให้ความสำคัญต่อกระบวนการกำจัดของเสียจากการดำเนินธุรกิจอย่างถูกวิธี รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรหรือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้การสนับสนุนพนักงานในองค์กรได้เรียนรู้วิธีการอันเกี่ยวกับการรักษา ปกป้อง ฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้อง
  • เสริมสร้างคุณค่าปลูกฝังจิตสำนึกให้พนักงานทุกระดับสนใจในสิ่งแวดล้อม มุ่งสร้างสรรค์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยสนับสนุนกิจกรรมโครงการที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การจัดกิจกรรม 5ส. เพื่อหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้ใหม่ โครงการนำกล่องบรรจุภัณฑ์มาหมุนเวียนใช้ในธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดทรัพยากร และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายองค์กร โครงการจัดการด้านพลังงาน การประหยัดพลังงาน โดยการตั้งคณะทำงานกำหนดนโนบายการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อติดตาม ประเมินผล ลดการใช้พลังงานอย่างเกิดประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม
  • ส่งเสริมให้พนักงานได้มีความรู้ ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

      บริษัทฯ ให้ความสำคัญ ต่อสภาพคล่อง และการบริหารจัดการวงจรเงินสด โดยบริษัทฯ มีนโยบายในการกำหนดระยะเวลา ในการชำระเงินแก่คู่ค้า โดย เงื่อนไข ในการชำระเงิน จะพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่

  • ประเภทของคู่ค้า ประเภทของสินค้า
  • ระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจร่วมกัน
  • คุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ

     ทั้งนี้บริษัทได้ตกลงร่วมกับคู่ค้าแต่ละรายเพื่อให้สอดคล้องตามวิธีการปฏิบัติงานของบริษัทฯ การรับคำสั่งซื้อสินค้า โดยเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ กำหนดและตามนโยบายมาตรฐานที่กำหนดโดยยึดหลักการสร้างความเป็นธรรม แก่คู่ค้าทุกรายโดยมีแนวทางในการดำเนินงานดังนี้

  1. พิจารณา พันธมิตรคู่ค้า ที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเชี่ยวชาญ ผ่านเกณฑ์การประเมินและคัดเลือก เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ ที่ตอบสนองต่อความคาดหวัง และสร้างการมีส่วนร่วมของคู่ค้า และสร้างความมีส่วนร่วมของคู่ค้าเพื่อให้สามารถส่งมอบบริการ และผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย ร่วมพัฒนาความหลากหลาย ของผลิตภัณฑ์
  2. รับฟังความคิดเห็น จากพันธมิตรคู่ค้าทุกกลุ่ม เพื่อสนับสนุน การดำเนินงานของคู่ค้าและสร้างความเติบโตทางธุรกิจร่วมกัน
  3. จัดทำสัญญาที่ระบุขอบเขต หน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างบริษัทและคู่ค้า ระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลาในการชำระค่าตอบแทน ชำระตามงวดหรือตามเครดิตเทอม โดยเฉลี่ย 30-60 วัน หรือเร็วกว่านั้นนับจากวันที่ได้รับสินค้า หรือบริการและเอกสารครบถ้วนเพื่อประโยชน์ทางการค้า  

            3.1. ประเภทคู่ค้า Oversea เครดิตเทอม 30-60 วัน 

            3.2. ประเภทคู่ค้า Domestic เครดิตเทอม 30-60 วัน

            3.3. ประเภทคู่ค้าทั่วไป เครดิตเทอม 15-30 วัน

  1. ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ ตามเงื่อนไขของสัญญาโดย หลักความถูกต้องและ สามารถตรวจสอบได้หากมีกรณีที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข จะมีการชี้แจงต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อสื่อสารกับคู่ค้าโดยตรง

© 2023 Synnex (Thailand) Public Company Limited. All rights reserved.