แนะนำระบบปฏิบัติการใหม่จาก Huawei ภายใต้ชื่อ “HarmonyOS”

                “หงเหมิง” (Hongmeng) เป็นระบบปฏิบัติการใหม่ของ Huawei ที่เชื่อว่าหลายคนเริ่มรู้จักชื่อกันในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามไม่ให้บริษัทต่างๆ ในประเทศดำเนินธุรกิจกับ Huawei แต่เพราะเวลานั้น Huawei ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการนี้มากนัก ดังนั้นมันจึงเป็นระบบฏิบัติการที่แทบไม่มีคนรู้จักเลย ทั้งๆ ที่มันก็เป็นระบบปฏิบัติการที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว

                แต่แล้วล่าสุดที่งาน Huawei Developer Conference หรือ HDC 2019 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีนักพัฒนาและพันธมิตรกว่า 6,000 คนจากทั่วโลกมาร่วมงาน Huawei ก็ได้ใช้เวทีนี้เปิดตัวระบบปฏิบัติการน้องใหม่นี้อย่างเป็นทางการในชื่อ HarmonyOS พร้อมกับเปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจและแผนการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

คุณลักษณะเฉพาะของ HarmonyOS

                สำหรับภาพใหญ่ ๆ ของ HarmonyOS ที่ได้รับการเปิดตัวในครั้งนี้ก็คือ การเป็นระบบปฏิบัติการแบบกระจาย ที่สามารถทำงานกับอุปกรณ์ Smart Device ได้ทุกชนิด โดยบริหารจัดการทรัพยากรระบบด้วย Microkernel ซึ่งตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า Microkernel คืออะไร และเหตุใดมันจึงทำให้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ของ Huawei น่าสนใจขนาดนั้น

                การจะทำความเข้าใจว่า Microkernel ที่ว่านี้คืออะไร ในที่นี้คงต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและวิธีการทำงานแบบเดิมของระบบปฏิบัติการก่อน นั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานของระบบปฏิบัติการใดๆ ที่เราใช้กันอยู่ในขณะนี้จะถูกสร้างขึ้นมาทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์ โดยมีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนหลักๆ คือ

                1.Kernel (เคอร์เนล) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของระบบ ที่มีหน้าที่บริหารจัดการการใช้ทรัพยากรต่างๆ และเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ติดต่อกับระบบฮาร์ดแวร์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมวลผลของซีพียู การเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ การแสดงผลกราฟิก หรือแม้แต่การทำงานของอุปกรณ์ I/O ต่างๆ แต่เนื่องจากมันเป็นระดับการทำงานที่อยู่เบื้องหลังมากๆ ดังนั้นคนทั่วไปจึงไม่สามารถเข้าถึงมันได้ตรงๆ

                2.System Call Interface เป็นส่วนประกอบเสริมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเคอร์เนลได้ง่ายขึ้น โดยมันจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมต่อคำสั่งกับการทำงานหลักของระบบ หรือที่รู้จักกันในชื่อ API (Application Programming Interface) ซึ่งมีมากมายหลายแบบขึ้นอยู่กับว่าจะเรียกใช้งานแบบใด (เช่นกราฟิก และเน็ตเวิร์ก) แต่อย่างไรก็ดีการเรียกใช้งานผ่าน API เหล่านี้ โดยทั่วไปก็ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์พัฒนาแอปฯ หรือโปรแกรมขึ้นมาเชื่อมต่อกับผู้ใช้อีกขั้นหนึ่ง

                3.Application ในที่นี้ก็คือโปรแกรมหรือแอปฯ ต่างๆ ที่เราใช้อยู่บนอุปกรณ์ เป็นส่วนที่คอยรับคำสั่งโดยเชื่อมต่อกับผู้ใช้โดยตรง โดยเมื่อผู้ใช้ต้องการทำงานใดงานหนึ่ง โปรแกรมเหล่านั้นจะไปเรียกใช้งานผ่าน System Call แทนผู้ใช้ จากนั้นคำสั่งต่างๆ ก็จะถูกส่งต่อไปยังเคอร์เนล เพื่อจัดการให้ส่วนของฮาร์ดแวร์ทำงาน

                ส่วนประกอบ 3 ส่วนข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า เคอร์เนล เป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุด และในกรณีที่เป็นเคอร์เนลแบบ Monolithic นั้น ภายในตัวมันก็จะมีส่วนประกอบต่างๆ มากมายที่ถูกนำมาไว้รวมกัน ซึ่งนั่นทำให้มันมีขนาดใหญ่ และเมื่อเริ่มต้นทำงานในแต่ละครั้ง มันก็จะต้องถูกโหลดขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าการที่เคอร์เนลแบบนี้สามารถปฏิบัติต่อชุดคำสั่งต่างๆ ทั้งหมดได้ในรอบเดียว จะช่วยให้ระบบสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าถ้าหากส่วนหนึ่งส่วนใดของเคอร์เนลมีปัญหา หรือทำงานบกพร่อง มันก็จะทำให้ระบบการทำงานทั้งหมดต้องหยุดชะงักทันที หรือในเรื่องของความปลอดภัยนั้น หากมีช่องโหว่ใดๆ ที่ทำให้บุกเข้าถึงเคอร์เนลได้ ก็จะทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่รวมอยู่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

                แต่สำหรับระบบปฏิบัติการที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบ Microkernel นั้น จะไม่มีข้อเสียดังกล่าว (หรือถ้ามีก็น้อยมาก) เนื่องจากส่วนประกอบที่ทำหน้าที่จัดสรรและคอยบริหารจัดการทำงานต่างๆ จะถูกแยกออกจากกัน และนำออกไปไว้นอกเคอร์เนล โดยให้อยู่ในส่วนของผู้ใช้ ส่วนการทำงานหลักๆ ของเคอร์เนลจะเหลือไว้เฉพาะส่วนที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่นการจัดการการประมวลผล หน่วยความจำและส่วนเชื่อมต่อภายใน ซึ่งเมื่อมีคำสั่งเรียกใช้งานเมื่อไร เคอร์เนลจะไปติดต่อเรียกใช้ส่วนประกอบนั้นๆ ให้อีกที

                โครงสร้างที่มีลักษณะแบบนี้ ทำให้เคอร์เนลแบบ Microkernel มีขนาดเล็กลงมาก มีความปลอดภัยมากขึ้น และมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการทำงานที่ผิดพลาดของส่วนอื่นน้อยลง รวมทั้งการทำงานภายในเคอร์เนลก็มีความซับซ้อนลดลงด้วย แต่อย่างไรก็ดีเนื่องจากส่วนประกอบหลายๆ อย่างถูกแยกออกไป ดังนั้นระบบจะทำงานได้ดีขนาดไหนจึงขึ้นอยู่กับส่วนที่เรียกว่า IPC (Inter-Process Communication) ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งตรงนี้ Huawei ก็ได้ให้ข้อมูลว่า ภายใน HarmonyOS นั้นจะมีการใช้เทคโนโลยี Deterministic Latency Engine และมี IPC ที่มีประสิทธิภาพสูง โดย Deterministic Latency Engine จะทำหน้าที่ช่วยจัดลำดับคำสั่งที่ต้องทำงานก่อน และสามารถตั้งกรอบเวลาสำหรับการทำงานของคำสั่งต่างๆ ล่วงหน้าได้ ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถจัดสรรทรัพยากรของระบบให้กับการทำงานที่สำคัญกว่าได้ก่อน โดย Huawei อ้างว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยลดอาการหน่วงของแอปฯ ได้ถึง 25.7% ในขณะที่ IPC ที่ใช้ใน HarmonyOS ก็มีประสิทธิภาพสูงกว่า IPC ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการอื่นๆ ถึง 5 เท่า

                จริงๆ แล้วเคอร์เนลแบบ Microkernel นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหม่อะไรเลย และก็ไม่ได้มีแต่ใน HarmonyOS ของ Huawei เท่านั้น เพราะที่ผ่านๆ มาก็มีหลายๆ ระบบปฏิบัติการที่ใช้โครงสร้างแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ QNX ที่ใช้กับอุปกรณ์จำพวก Embedded หรืออย่างระบบปฏิบัติการ Fushia ที่ Google พัฒนาออกมาเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ก็ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบนี้เหมือนกัน

คุณสมบัติเด่นของ HarmonyOS

                ผลจากการเป็นระบบปฏิบัติการแบบกระจายที่ใช้โครงสร้างแบบ Microkernel ทำให้ HarmonyOS มีจุดเด่นมากมาย เริ่มตั้งแต่สามารถนำไปใช้งานกับอุปกรณ์ได้เกือบทุกชนิด และมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งตัวมันเองก็รองรับคุณสมบัติที่ชาญฉลาดมากมายทั้ง Shared Communications Platform, Distributed Data Management, Distributed Task Scheduling, และ Virtual Peripherals ซึ่งนักพัฒนาสามารถนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

                จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ HarmonyOS ก็คือ มันเป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับภาษาคอมพิวเตอร์หลากหลายภาษา และมีสถาปัตยกรรมที่รองรับการพัฒนาแอพพลิเคชันแบบเฉพาะ ซึ่งนั่นทำให้มันสามารถปรับให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันได้ง่าย ที่สำคัญก็คือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นมานั้นสามารถนำไปได้กับทุกอุปกรณ์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ HarmonyOS รวมทั้ง Huawei ยังได้ประกาศไว้ด้วยว่า แอปฯ ที่พัฒนาขึ้นมาใช้งานกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์นั้น สามารถแปลงผ่าน ARK Complier เพื่อนำมาใช้กับ HarmonyOS ได้ทั้งหมด

                ถึงแม้ว่า Huawei จะใช้คำจำกัดความเกี่ยวกับการพัฒนาแอปฯ สำหรับใช้งานกับ HarmonyOS ว่าเป็นแบบ “Write Once, Run Anywhere” แต่ในโลกของความจริงนั้น อุปกรณ์แต่ละประเภท แต่ละชนิดก็มีระบบฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน และบางอย่างก็มีข้อจำกัดไม่น้อย ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยประมวลผล และขนาดหน่วยความจำ ดังนั้นการพัฒนาแอปฯ เพื่อใช้งานข้ามอุปกรณ์จึงเป็นสิ่งที่มีความท้าทายสูงมาก ส่วนจะทำได้จริงตามที่ Huawei อ้างไว้หรือไม่ ยังต้องรอดูกันต่อไป

เป้าหมายและการนำ Harmony OS ไปใช้

                จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ แม้ว่า HarmonyOS จะดูเป็นระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ตอนนี้มันก็ไม่ได้ถูกพัฒนาออกมาเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนหรือเป็นคู่แข่งกับแอนดรอยด์อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน เพราะ Huawei ได้ประกาศแล้วว่า จะเริ่มใช้ระบบปฏิบัติการนี้กับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ เป็นหลักก่อนเช่น นาฬิกาสมาร์ทวอช สมาร์ททีวี ลำโพง ระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในรถยนต์ และอุปกรณ์ IoT บางอย่าง ส่วนการนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนนั้น ยังไม่ได้ถูกนำมารวมไว้ในแผนการ ซึ่งนั่นหมายความว่า เวลานี้รวมถึงอนาคตอันใกล้ สมาร์ทโฟนของ Huawei ก็จะยังคงเป็นระบบแอนดรอยด์เหมือนเช่นเดิม

                ส่วนคำถามที่ว่ามีความเป็นไปได้ขนาดไหนที่ HarmonyOS จะถูกนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนของ Huawei ด้วย มันก็มีความเป็นไปได้ แต่เวลานั้นน่าจะเป็นช่วงที่ Huawei พร้อม หรือไม่ก็ถูกตัดขาดจาก Google Service จนต้องใช้แผนสำรองแล้วจริงๆ

เตรียมสร้างระบบนิเวศน์หรือ Ecosystem

                แน่นอนว่าโอกาสความสำเร็จของระบบปฏิบัติการใดๆ ขาดไม่ได้เลยที่จะต้องมีระบบนิเวศน์หรือ Ecosystem ที่พร้อมด้วย ซึ่งในกรณีของ HarmonyOS ก็เช่นกัน ดังนั้น Huawei จึงได้พัฒนา HarmonyOS ให้เป็นระบบเปิดหรือเป็น Open Source และจะปรับให้แพลตฟอร์ม Huawei Mobile Services (HMS) ของตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนาทั่วโลก พร้อมกันนี้ก็ยังจะตั้งกองทุนและชุมชนนักพัฒนา เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับนักพัฒนาด้วย โดยเบื้องต้น Huawei จะเริ่มวางรากฐานของระบบปฏิบัติการนี้ในประเทศจีนก่อน แล้วจากนั้นจึงค่อยขยายออกไปยังส่วนต่างๆ ของโลก               

                ...การเปิดตัว HarmonyOS ที่งาน HDC 2019 นี้ แม้ว่าเนื้อหาหรือรายละเอียดส่วนใหญ่จะยังคงเป็นภาพกว้างๆ และกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้ในอนาคต แต่ก็เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า เวลานี้ Huawei กำลังเสริมความแข็งแกร่งของตัวเอง ด้วยการสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เป็นแบบฉบับของตัวเองให้คนทั้งโลกได้สัมผัสกันแล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติม...https://bit.ly/2L2kOEP


TECH INSIGHT